ความขัดแย้งเป็นธรรมชาติของสรรพสิ่งอย่างหนึ่ง
ความขัดแย้งนำไปสู่การสร้างสรรค์ก็ได้
หากมีความเข้าใจและมีการจัดการที่ดีแต่ความขัดแย้งถ้าเกิดมากเกินไป
ขาดความเข้าใจ และขาดการจัดการที่ดีก็ประทุไปสู่ความรุนแรง
และความเสียหายที่ตามมาจากปัญหาความขัดแย้ง ไม่ว่า ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม
วัฒนธรรม และการเมือง ที่อาจจะเกิดขึ้นมากน้อยต่างกันในแต่ละบุคคล
แต่ละองค์กร ความขัดแย้งมีทั้งเป็นประโยชน์และไม่มีประโยชน์
หากไม่ทำความเข้าใจและบริหารไม่ดีดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่มนุษย์ต้องเข้าใจและคิดว่าเป็นเรื่องธรรมชาติเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ตราบใดที่ยังมีชีวิตและดำรงชีพร่วมกับบุคคลอื่นในสังคม
ผลกระทบหลังจากความขัดแย้งเกิดขึ้น
เมื่อบุคคลหรือกลุ่มไม่ได้รับในสิ่งที่ต้องการ
จึงส่งผลให้เกิดพฤติกรรมในการพยายามขัดขวางไม่ให้อีกฝ่ายหนึ่งบรรลุเป้าหมายที่ต้องการไปด้วย
ความขัดแย้ง นำไปสู่การถกเถียง การต่อสู้ การทะเลาะวิวาท
ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะไม่ทำตามกันและพยายามที่จะต้านเอาไว้อีกด้วย
แนวคิดเกี่ยวกับการเจรจาต่อรอง
สามารถเชื่อมประสานเพื่อลดปัญหาหรือคลายปมความขัดแย้ง
ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งที่นิยมอย่างกว้างขวาง
ที่ใช้ในการบริหารความขัดแย้งระหว่างกลุ่มบุคคลหรือองค์การก็คือ
เทคนิคและกระบวนการเจรจาต่อรอง (Negotiation)
โดยถ้ามีวิธีดำเนินการและเทคนิคที่ดีแล้ว
กระบวนการเจรจาต่อรองจะนำไปสู่ข้อยุติที่เสริมความร่วมมือต่อกันสูงขึ้นกว่าเดิม
เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายเป็นผู้ชนะและได้ประโยชน์มากขึ้น
แต่ในทางกลับกันหากดำเนินการเจรจาต่อรองที่ขาดประสิทธิผลก็จะนำไปสู่การต่อสู้ที่รุนแรงขึ้นเช่นกัน
ในการเจรจาต่อรองจะประกอบด้วยสองฝ่ายที่มีผลประโยชน์ขัดแย้งมาหาข้อตกลงร่วมกัน
โดยแต่ละฝ่ายจะนำข้อเสนอและแนวคิดของตนมาสู่การถกปัญหาและดำเนินการร่วมกัน
มีตัวอย่างการเจรจาต่อรองที่พบเห็นบ่อย ๆ เช่น
การเจรจาแก้ความขัดแย้งด้านแรงงาน การเจรจาการค้า
การเจรจาต่อรองจับตัวประกัน เป็นต้น ในทำนองเดียวกัน
ผู้บริหารองค์การต้องทำหน้าที่ในการเจรจาต่อรองกับ ผู้ใต้บังคับบัญชา
ผู้บังคับบัญชา ผู้ค้าปลีก และลูกค้าเป็นประจำอยู่ทุกวันเช่นกัน
ตามปกติการเจรจาต่อรองอย่างเป็นทางการจะต้องมีพิธีการและระเบียบวาระ
แต่โดยมากมักจะเจรจาต่อรองกันไปตามเหตุการณ์เฉพาะหน้า ในหลักการแล้ว
คู่เจรจาควรเลือกวิธีการในการเจรจา
วิธีการดังกล่าวนี้เรียกว่าพิธีการในการเจรจา (negotiation protocol)
ตัวอย่าง เช่น
กำหนดให้คู่เจรจาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้จัดทำข้อเสนอ-สนองเบื้องต้น
กำหนดให้ใช้ภาษาใดในการเจรจา เป็นต้น
หลักสูตรนี้ถูกออกมแบบมาสำหรับ บุคคล
หรือองค์กรที่ต้องการหาแนวทางการแก้ปัญหาและลดข้อพิพาท
การคลายปมขัดแย้งต่าง ๆ ในชั่วโมงบรรยายนี้
การแชร์ประสบการณ์จากวิทยากรที่สามารถนำกลับไปใช้งานได้กับสถานการณ์การทำงานจริง
อย่างมีประสิทธิภาพ
วัตถุประสงค์ของหลักสูตร
1.เพื่อให้ผู้เข้าอบรม ได้เข้าใจถึง หลักการ และกระบวนการของการเจรจาต่อรอง อย่างถูกวิธี
2.เพื่อให้ผู้เข้าอบรมได้ฝึกฝน การเจรจาต่อรองเพื่อลดความประหม่า หากตกอยู่ในสถานการณ์นั้นจริง
3.เพื่อให้ผู้เข้าอบรม ได้นำเทคนิคและกลยุทธ์เกี่ยวกับ
การเจรจาต่อรองเพื่อลดปัญหาหรือคลายปมขัดแย้ง
เพื่อนำไปใช้กับการแก้ไขปัญหาทุกรูปแบบหากเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นจริงในอนาคต
หัวข้อการฝึกอบรม
Module:1 Negotiation overview
•ทฤษฎีความขัดแย้ง (Conflict Theory)
•ต้นเหตุปัญหาความขัดแย้งในองค์การ
•ความขัดแย้งตามแนวคิดทางจิตวิทยา
• องค์ประกอบของการเกิดความขัดแย้ง
•ผลที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้ง
Module:2 อาวุฒิคู่การเจรจาต่อรอง (Negotiation)
•กลยุทธ์ในการเจรจาต่อรองที่สำคัญ
•กลยุทธ์เฉพาะ
•กลยุทธ์ในการต่อรอง
•กลยุทธ์การเน้นข้อยุติแบบชนะ-ชนะ แทนแบบชนะ-แพ้
•กลยุทธ์ใช้บุคคลที่สาม
•กระบวนการเจรจาต่อรอง (Negotiation process)
Module:3 บอกเล่าความจริง
•รู้เขาการเสนอเรา
• ความต้องการนำทางสู่ชัยชนะ
•วิธีการปักธงอย่างมีเป้าหมาย
• ถามตอบ
รูปแบบการบรรยาย
เนื่องจากหัวข้อการอบรมนี้
เป็นการเรียนรู้เพื่อนำไปปฏิบัติใช้งานจริงผู้ออกแบบหลักสูตรจึงเน้นเนื้อหาในการนำเสนอรูปแบบใหม่
คือ “4D Story telling”
- เนื้อหาหลักสูตรฟังและเข้าใจง่าย ด้วยสไตล์การเล่าของวิทยากร
- สัมผัสและรับรู้ได้ด้วยการฝึกปฏิบัติเสมือนจริง
- แชร์ให้เห็นทุกมุมมองที่แตกต่าง เพื่อการหาวิธีการที่ใช่ที่สุด
- สนุกกับกิจกรรมใหม่ ๆ และสร้างสรรค์ เข้ากับคอนเทนต์ที่นำเสนอ
วิทยากร :
ธนภัทร ธรรมากัลยากุล (อ.โต๋) ที่ปรึกษาด้านการขาย
การบริการ การตลาด บุคลิกภาพ
คุณสมบัติผู้เข้าฟัง/กลุ่มเป้าหมาย : ผู้บริหารทุกระดับ , พนักงานภาคส่วนปฏิบัติการทุกแผนก , ผู้ที่ต้องการเรียนรู้ทุกคน
**ราคา 1,500
บาท ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม
สัมมนาในวันที่ 21 ตุลาคม 2564 เวลา 13.00 -16.00 น.